การปฏิสนธิในระบบสืบพันธุ์ของมนุษย์
หลังจากตกไข่ในช่วง
12-14 ชั่วโมง หากเพศชายหลั่งน้ำเชื้อปล่อยให้อสุจิแหวกว่ายเข้าไปในช่องคลอด อสุจิจะมีเวลาเพียง
48 ชั่วโมงในการปฏิสนธิ
ถ้าปล่อยให้โอกาสผ่านไป แม้ตัวอสุจิยังเคลื่อนไหวได้อยู่
แต่ก็ไม่สามารถปฏิสนธิได้แล้ว เมื่ออสุจิเข้าไปผสมกับไข่ได้แล้ว
จะถือว่ามีการปฏิสนธิเกิดขึ้นแล้ว ชีวิตใหม่ของมนุษย์ก็จะเริ่มต้นจากจุดนี้
ปริมาณน้ำอสุจิในการหลั่งแต่ละครั้งจะมีปริมาตรเฉลี่ย
3-3.5 มล. และมีอสุจิที่สมบูรณ์อยู่ประมาณ 60-150 ล้านตัว (คิดเป็นประมาณ 75-80%
นอกนั้นจะเป็นอสุจิที่ผิดปกติ) แต่จะมีอสุจิที่สมบูรณ์เพียงตัวเดียวเท่านั้นที่จะสามารถผสมกับไข่ได้ โดยน้ำอสุจิที่หลั่งออกมาจะมีลักษณะเหลวหนืด และเอนไซม์ที่สร้างจากต่อมลูกหมากจะช่วยละลายให้ได้ภายใน 30 นาที เมื่อหลั่งน้ำอสุจิแล้ว ตัวอสุจินับร้อยล้านตัวจะพากันแหวกว่ายเข้าไปในช่องคลอด และภายใน 90 วินาที จะมีอสุจิไปจ่ออยู่ที่ปากมดลูกแล้ว อสุจิจะต้องเร่งรีบทำเวลาเพื่อไปพบไข่ให้ได้
หากพลาดโอกาสนี้นั่นหมายความว่า "ความเป็นไปได้ในการปฏิสนธิจะน้อยลงตามไปด้วย" ส่วนการหดรัดตัวของมดลูกเองก็มีส่วนเร่งให้ตัวอสุจิเคลื่อนไปยังบริเวณท่อนำไข่ได้เร็วขึ้นด้วย ซึ่งจะรวมเวลาในการเดินทางโดยเฉลี่ยประมาณ 4-6 ชั่วโมง
แม้การหดรัดตัวของมดลูกจะช่วยให้ตัวอสุจิเดินทางได้เร็วขึ้น
แต่อุปสรรคเกี่ยวกับสภาพความเป็นกรดในช่องคลอดก็ยังเป็นตัวกีดกันไม่ให้อสุจิมีชีวิตอยู่รอดได้
จึงทำให้มีตัวอสุจิเหลือเพียงไม่กี่ตัวเท่านั้นที่รอดชีวิตและเดินทางไปถึงไข่จริง
ๆ ซึ่งคาดว่ามีเพียงไม่ถึง 200 ตัวเท่านั้น
โดยภายนอกของไข่จะประกอบไปด้วยเซลล์หลายชั้น
(Cumulus
Oophorus) ซ้อนกันอยู่
อสุจิหลายตัวอาจเจาะผ่านเข้าไปได้ บริเวณภายในจะเรียกว่า "เขตโปร่งใส" (Zona
Pellucida) ที่มีเซลล์บาง
ๆ และชั้นของเนื้อเยื่อชนิดหนึ่งห่อหุ้มอยู่ ซึ่งเขตนี้เป็นเขตหวงห้าม ที่จะมีอสุจิเพียงตัวเดียวเท่านั้นที่จะทะลุเข้าไปผสมกับไข่ได้
เมื่ออสุจิแหวกว่ายเข้าไปถึงไข่
ส่วนหัวจะมีเอนไซม์ชนิดหนึ่งที่มีฤทธิ์ย่อยสลายเยื่อหุ้มของไข่
เมื่ออสุจิแทรกตัวเข้าไปแล้ว
ส่วนของหางที่เป็นเยื่อหุ้มจะเชื่อมเป็นเนื้อเดียวกับเยื่อหุ้มไข่
ในตอนนี้หัวอสุจิที่บรรจุข้อมูลทางพันธุกรรมหรือโครโมโซม 23 แท่ง จะจับคู่เข้าหาโครโมโซมของไข่อีก
23 แท่ง รวมเป็น 46 แท่ง นับแต่บัดนี้ไข่และอสุจิจะกลายเป็นเซลล์เดียวกัน
แล้วจะมีการแบ่งตัวทวีคูณอย่างรวดเร็วเกิดเป็นตัวอ่อนจนกระทั่งเจริญเติบโตเป็นทารกในที่สุด
หลังการปฏิสนธิไข่และอสุจิจะรวมกันแปรสภาพเป็นตัวอ่อนระยะต้น(zygote) และจะอยู่ในท่อนำไข่ประมาณ 3-4วัน ในระหว่างนั้นจะมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เมื่อตัวอ่อนเคลื่อนไปถึงมดลูกจะมีขนาด 20-40 เซลล์ ตัวอ่อนจะลอยอยู่ในมดลูกอีกประมาณ 2-3 วันก่อนที่จะฝังตัวกับผนังมดลูก ขบวนการนี้เรียกว่าการฝังตัวของตัวอ่อน
Fertilization
เดือนที่ 1
สัปดาห์แรกของการตั้งครรภ์ ขนาดของทารก ยังคงเป็นวุ้น และเคลื่อนไปฝังตัวที่ผนังมดลูก ไข่จะมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วพัฒนาไปเป็นตัวอ่อน และจะมีการสร้างรก และสายสะดือ เพื่อนำอาหารจากแม่ไปสู่ลูก และนำของเสียกลับมาสู่แม่ โดยเด็กจะอาศัย อยู่ในของน้ำคล่ำ เพื่อป้องกันแรงกระแทกต่าง ๆ สัปดาด์ที่ 2 ถึง 3 ทารกจะเริ่มมีการสร้าง ปราสาทไขสันหลัง และกระดูกสันหลัง ในช่วงสัปดาห์ที่ 4 เด็กจะมีการแบ่งเซลล์เพิ่มขึ้น
เดือนที่ 2
ในช่วงเดือนนี้ ทารกจะเริ่มพัฒนาเป็นรูปเป็นร่างแล้ว จะเห็นว่า ส่วนหัวใหญ่กว่าส่วนตัวมาก และจะเห็นส่วนแขน ส่วนขางอกออกมาแล้ว และจะพบการเต้นของหัวใจอย่างชัดเจน ระยะนี้การเติบโตของทารกจะพัฒนาอย่างรวดเร็วมาก ยาที่รับประทาน หรือ สิ่งแวดล้อมจะมีผลต่อเด็กมาก เมื่อสิ้นระยะเดือนที่สอง เด็กจะมาการพัฒนา ของอวัยวะต่าง ๆ เช่น สมอง ตับ หัวใจ กระเพาะ นิ้ว มือ หู และอวัยวะเพศ ในระยะนี้เด็กจะมีขนาดประมาณ 1 นิ้ว
ในช่วงเดือนนี้ ทารกจะเริ่มพัฒนาเป็นรูปเป็นร่างแล้ว จะเห็นว่า ส่วนหัวใหญ่กว่าส่วนตัวมาก และจะเห็นส่วนแขน ส่วนขางอกออกมาแล้ว และจะพบการเต้นของหัวใจอย่างชัดเจน ระยะนี้การเติบโตของทารกจะพัฒนาอย่างรวดเร็วมาก ยาที่รับประทาน หรือ สิ่งแวดล้อมจะมีผลต่อเด็กมาก เมื่อสิ้นระยะเดือนที่สอง เด็กจะมาการพัฒนา ของอวัยวะต่าง ๆ เช่น สมอง ตับ หัวใจ กระเพาะ นิ้ว มือ หู และอวัยวะเพศ ในระยะนี้เด็กจะมีขนาดประมาณ 1 นิ้ว
เดือนที่ 3
ช่วงเดือนนี้จะเริ่มเห็นหน้าตาของทารกชัดเจน แต่ดวงตายังปิดอยู่ กล้ามเนื้อทำงานได้อย่าง เต็มที่ แขนและขา เริ่มเจริญงอกยาวขึ้น เด็กเริ่มมีพัฒนาการดูดนิ้ว ทารกจะเริ่มดิ้นได้แล้ว แต่คุณแม่อาจจะยังไม่รู้สึก เพราะเด็กยังตัวเล็กอยู่มาก สำหรับคุณแม่จะพบว่า ช่วงเดือนนี้ เส้นเลือดที่นม ท้อง ขา เริ่มขยาย ท้องจะเริ่มโต ความรู้สึกเริ่มอยากอาหาร และอารมณ์ผันผวนน้อยลง
เดือนที่ 4
กล้ามเนื้อต่างๆ เริ่มทำงานได้ดีขึ้น ไตเริ่มทำงานได้แล้ว การดิ้นจะดิ้นแรงขึ้น เริ่มได้ยินเสียงต่าง ๆ ภายในเดือนนี้ อวัยวะเพศเริ่มเห็นได้ชัดเจนขึ้น ผิวหนังจะเป็นสีชมพู มีขนปกคลุม คอเริ่มยาวขึ้นแยกระหว่างส่วนหัวและลำตัวอย่างชัดเจน เด็กสามารถ ลืมตา มีการนอน การตื่น การกิน การเคลือนไหวได้อย่างชัดเจน ทารกจะมีขนาด 8-10 นิ้ว
เดือนที่ 5
สำหรับช่วงเดือนนี้ ลูกดิ้นได้แรงมากเพราะกล้ามเนื้อแข็งแรงมาก การเจริญเติบโตเร็วมาก การรับรู้ เสียง กลิ่น รสได้อย่างชัดเจน ฟันและผม เริ่มขึ้นแล้วในเดือนนี้ ตับเริ่มสร้างเม็ดเลือดแดง ถุงน้ำดีเริ่มสร้างน้ำดี เด็กจะนอนและตื่นเป็นเวลา คุณแม่จะรับรู้ได้ ขนาดเด็กจะประมาณ 10-12 นิ้ว
ช่วงนี้ท้องจะขยายขึ้นมาก อย่างเห็นได้ชัด คุณแม่ต้องเปลี่ยนการแต่งกายให้เหมาะสม เพื่อไม่ให้รู้สึกอึดอัด อาจมีการใส่เสื้อคลุมท้อง ร่วมกับ กางเกงคนท้อง หรือ เลกกิ้งคนท้อง
เดือนที่ 6
อวัยวะต่างๆ พัฒนาขึ้น และเริ่มเติมโตขึ้น โดยเฉพาะ ปอด และระบบย่อยอาหาร แต่ยังไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ สมองเติบโตอย่างรวดเร็ว ระบบปราสาทเริ่มทำงาน ในเพศหญิง จะเริ่มสร้างรังไข่ เด็กจะมีขนาด 11-14 นิ้ว
อวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายเจริญเติบโตได้เกือบสมบูรณ์ เปลือกตาเริ่มเปิด สามารถมองแสงสว่างได้ในตอนกลางวัน ทั่วร่างกายจะมีไขมาปกคลุม เพื่อเพิ่มความอบอุ่น สำหรับคุณแม่ ท้องจะเริ่มโตขึ้น รู้สึกอุ้ยอ้าย มดลูกที่โตขึ้น จะไปดันกระบังลม ทำให้หายใจได้สั้น ๆ จึงทำให้หายใจถี่ขึ้น นอนหลับพักผ่อนได้ไม่เต็มที่ เนื่องจาก ทารกมีการตื่น มดลูกเริ่มหดตัวบีบรัด เป็นบางช่วง เป็นช่วงเริ่มต้น การหดรัดตัวของมดลูก ในช่วงนี้ คุณแม่สามารถอบรมการเตรียมตัวก่อนคลอดได้แล้วค่ะ
เดือนที่ 8
ในช่วงเดือนนี้ ลูกจะดิ้นน้อยลง เพราะลูกตัวโตคับท้องแม่ จึงไม่ค่อยสะดวก ช่วงเดือนนี้ลูกจะกลับตัว เอาหัวลงสู่ อุ้งเชิงกราน เพื่อเตรียมคลอด สำหรับเดือนนี้คุณแม่อาจมีอาการดังต่อไปนี้
-อาการ หายใจขัด หายใจไม่อิ่ม เนื่องจากมดลูกเริ่มบีดรัดตัว อาจมีอกการเจ็บหายใจไม่สะดวก และมดลูกดันตัวไปดันกะบังลม ทำให้หายใจไม่ค่อยสะดวก คุณแม่ต้องฝึก หายใจลึก ๆ แบ่งรับประทานอาหารหลายหลายมื้อ ก็จะช่วยได้ ไม่ให้กระเพาะแน่นเกินไป
-เจ็บอวัยวะเพศบริเวณหัวหน่าว เกิดจากทารกกลับหัว และไปกดเส้นปราสาทบริเวณเชิงกราน คุณแม่ควรลดการเดิน และพักผ่อนอย่างเพียงพอ หากปวดมากก็ให้ไปพบแพทย์
-ท้องแข็ง เกิดจากการบีบตัวของมดลูก ซึ่งจะพบได้บ่อยขึ้น ในช่องนี้
-มือเท้าบวม เกิดจากน้ำหนักที่เพิ่มมากขึ้น การนวดเท้าที่ถูกต้องจะสามารถช่วยได้
เดือนที่ 9
สำหรับเดือนนี้ ลูกจะดิ้นน้อยลงมาก และอยู่ในท่าพร้อมสำหรับเตรียมคลอด แพทย์จะนัดตรวจทุกสัปดาห์ เพื่อวัดความดันโลหิต ชั่งนำหนัก ตรจปัสสาวะ ตรวจภายใน วัดขนาดของปากมดลูก และจะถามถึงความถี่ และความแรงของการบีดรัดตัวของปากมดลูก เพื่อพิจารณาการเตรียมการคลอดต่อไป
Labor and Delivery | Childbirth
โอกาสที่จะตั้งครรภ์
- การผลิตอสุจิที่ปกติในฝ่ายชายและการผลิตไข่ที่ปกติในฝ่ายหญิง
- ท่อรังไข่ที่ไม่ตีบตัน ไม่มีอุปสรรคที่กั้นทางการวิ่งของอสุจิไปหาไข่หรือกั้นตัวอ่อนที่ปฏิสนธิแล้วบริเวณท่อนำไข่เข้าไปฝังตัวในโพรงมดลูก
- อสุจิที่มีความสามารถทำการปฏิสนธิกับไข่และกลายเป็นตัวอ่อนระยะแรก (zygote) ได้
- ตัวอ่อนระยะแรก (zygote) สามารถเติบโตขึ้นอย่างแข็งแรงตามพันธุกรรม
- ตัวอ่อนมีความสามารถในการฝังตัวที่มดลูกได้
- เจริญเป็นทารกที่แข็งแรงและปกติ (จะเรียกว่าทารกเมื่อมีอวัยวะครบถ้วน ประมาณ10สัปดาห์หลังการปฏิสนธิ)
- ร่างกายทุกส่วนเจริญเติบโตเป็นปกติเพื่อสามารถอยู่รอดได้เมื่อออกมาจากครรภ์มารดาแล้ว
ผลของอายุกับภาวะการมีบุตร
อสุจิช่วยเลือกเพศของลูกได้อย่างไร
?
ตามที่เราทราบกันดีว่าเพศหญิงจะมีโครโมโซมเพศเป็น XX ส่วนเพศชายจะมีโครโมโซมเพศเป็น XY ถ้าอสุจิของเพศชายตัวที่เจาะไข่เป็นตัว X ก็จะได้ลูกสาว แต่ถ้าเป็นตัว Y เจาะไข่ก็จะได้ลูกชาย ดังนั้นการจะได้ลูกสาวหรือลูกชายนั้นจึงขึ้นอยู่กับอสุจิของเพศชายโดยตรง
นอกจากนี้ยังขึ้นอยู่กับสภาพกรดด่างภายในช่องคลอดกับคุณสมบัติของอสุจิด้วย
คือ อสุจิตัว X จะตัวใหญ่กว่า
จึงวิ่งได้ช้ากว่า แต่จะมีความทนทานกว่าอสุจิตัว Y และชอบสภาพความเป็นกรด
ส่วนอสุจิตัว Y จะชอบสภาพความเป็นด่างมากกว่า
ซึ่งเราพอจะกำหนดเพศลูกได้อย่างคร่าว ๆ คือ
จังหวะ : ถ้าอยากได้ลูกชายให้ร่วมเพศวันที่ตกไข่พอดี เนื่องจากอสุจิตัว Y จะวิ่งได้เร็วกว่าและจะเข้าไปเจาะไข่ได้ก่อน แต่ถ้าอยากได้ลูกสาว ให้ร่วมเพศก่อนวันตกไข่ประมาณ 2-3 วัน เพราะพอถึงจังหวะที่ไข่ตก อสุจิตัว X จะคงทนต่อสภาพความเป็นด่างซึ่งมีปริมาณมากกว่าได้
ความถี่ : การร่วมเพศบ่อย ๆ จะทำให้อสุจิตัว Y มีจำนวนลดลง จึงมักจะได้ลูกสาว แต่ถ้าร่วมเพศน้อยครั้งลง ปริมาณของอสุจิตัว Y ก็จะเพิ่มขึ้น ทำให้มีโอกาสได้ลูกชายมากขึ้น
ทำแบบฝึกหัด














แสดงความคิดเห็น